Print Media - oryor.com 

Print Media

ภาวะตาแห้ง กับ น้ำตาเทียม

โดยธรรมชาติคนเราจะมี ‘น้ำตา’ ทำหน้าที่ให้ออกซิเจนและความชุ่มชื้นแก่กระจกตาและเยื่อบุตา
ช่วยปรับสภาพของกระจกตาให้มีความเรียบเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน และช่วยป้องกันการติดเชื้อและขจัดของเสียออกจากกระจกตา แต่เมื่อน้ำหล่อเลี้ยงกระจกตาระเหยไป หรือร่างกายผลิตน้ำตาธรรมชาติที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงกระจกตาและเยื่อบุตาไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดอาการตาแห้ง ตาแดง ระคายเคืองตา แสบตา และตาพร่า ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องใช้ “น้ำตาเทียม” เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา

“น้ำตาเทียม” เป็นสารสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นเพื่อทดแทนน้ำตาธรรมชาติเพื่อใช้สำหรับบรรเทาอาการ
ตาแห้ง ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

  • น้ำตาเทียมชนิดที่มีสารกันเสีย  บรรจุในขวด สามารถเก็บได้นาน 1 เดือนหลังจากเปิดใช้แล้ว โดยสารกันเสียจะช่วยให้น้ำตาเทียมคงสภาพอยู่ได้นาน และป้องกันการเติบโตของเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนขณะหยอดตา แต่มีข้อเสียคือ สารกันเสียอาจทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคืองต่อเยื่อบุตา หรือเกิดการปนเปื้อนจากการเก็บไว้นาน ๆ
  • น้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสีย มีลักษณะเป็นหลอดเล็ก ๆ โดยใช้หยอดในแต่ละวัน และต้องใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง เพราะเป็นน้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสีย ซึ่งมีข้อดีคือ ลดโอกาสเกิดอาการแพ้จากสารกันเสีย

                โดยทั่วไปน้ำตาเทียมมีทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบสารละลาย ใช้ง่าย สามารถใช้หยอดได้ในเวลากลางวัน โดยไม่ทำให้ตาพร่ามัว แบบเจล และแบบขี้ผึ้ง เป็นรูปแบบที่มีความหนืดมากกว่าสารละลาย เหมาะสำหรับใช้ในผู้ที่มีอาการตาแห้งระดับปานกลางถึงรุนแรง

                 อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรให้ความระมัดระวังในการใช้น้ำตาเทียม โดยไม่ควรให้ปลายหลอดน้ำตาเทียมแตะหรือโดนบริเวณดวงตาหรือใบหน้า หรือสัมผัสปลายนิ้วมือหรือส่วนใดของร่างกาย และหากน้ำตาเทียมครบกำหนดอายุการใช้แล้วควรทิ้งส่วนที่เหลือทันที เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้ ที่สำคัญ... หากใช้น้ำตาเทียมแล้วเกิดอาการระคายเคืองตาหรือมีความผิดปกติใด ๆ ให้หยุดใช้ทันทีและรีบปรึกษาจักษุแพทย์ ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรปรึกษาจักษุแพทย์หรือเภสัชกรก่อนซื้อก่อนใช้ เพื่อการใช้น้ำตาเทียมอย่างถูกต้อง และเพื่อความปลอดภัยจากการใช้น้ำตาเทียม