อย. – สปป.ลาว เดินหน้าร่วมมือสร้างความเข้มแข็งงานคุ้มครองผู้บริโภค

13 Dec 2019 /

          อย. จัดประชุมทวิภาคีด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ ครั้งที่ 4 หารือความร่วมมือทางวิชาการกับ สปป.ลาว นำไปสู่การดำเนินการด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพระหว่างสองประเทศให้ปลอดภัยได้มาตรฐานสากล

          นพ. ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ไทย – ลาวในปัจจุบันดำเนินไปอย่างราบรื่นใกล้ชิด และมีพัฒนาการเชิงบวก    อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเกื้อกูล ได้แก่ ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย และกรมอาหารและยา (Food and Drug Department : FDD) ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ได้มีการจัดประชุมทวิภาคีด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพมาแล้ว จำนวน 3 ครั้ง และมีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งด้านอาหาร เครื่องสำอาง วัตถุอันตราย วัตถุเสพติด และด่านอาหารและยา เพื่อให้บุคลากรทั้งสองฝ่ายมีความรู้และความเข้าใจระบบการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพ และนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพของทั้งสองประเทศมีความปลอดภัย

           สำหรับการประชุมทวิภาคีกับประเทศไทยด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพในครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยมี ดร. สมทวี จางวิสมมิตร หัวหน้ากรมอาหารและยา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมคณะ ได้เข้าร่วมประชุม เพื่อหารือความร่วมมือต่อไป  ในปี พ.ศ. 2563-2565 ตามแผนปฏิบัติการร่วมภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่ได้ลงนามเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 โดยจะมีความร่วมมือกันต่อไปในทุกด้าน เช่น การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านยา อาหาร เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือนและทางสาธารณสุข วัตถุเสพติด ผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมถึงด่านอาหารและยา

           เลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ความร่วมมือทางด้านวิชาการระหว่าง อย. ประเทศไทยและกรมอาหารและยา สปป.ลาว ทำให้ทั้งสองประเทศได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ในการนำไปใช้ดำเนินงานในอนาคต ทำให้การดำเนินการด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพระหว่างสองประเทศปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ เสริมสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป


บทความที่เกี่ยวข้อง