อย. และ ปศุสัตว์ เร่งสร้างความเข้าใจเพื่อแก้ปัญหา เชื้อดื้อยาในทุกระดับ

2 Dec 2014 /

    ดร.นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองเลขาธิการฯ อย. และนายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต รองอธิบดี กรมปศุสัตว์ วอนทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน เร่งประสานความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่องค์การอนามัยโลก  องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ให้ความสำคัญเร่งด่วน โดยแนะว่าการแก้ปัญหาต้องดำเนินการในทุกระดับ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชนผู้ป่วย  และเกษตรกร โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาดังกล่าว

   จากงานประชุม ASEAN Antibiotic Awareness Day เมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งนำเสนอข้อมูลว่าคนไทยเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะสูงถึง 38,000 ราย รองเลขาธิการฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากการศึกษาเบื้องต้นของทีมวิจัย ในปี 2553 เรื่อง ผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐศาสตร์จากการติดเชื้อดื้อยาในประเทศไทย โดยประมาณขนาดผลกระทบดังกล่าวของการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่เกิดจากเชื้อดื้อยาสำคัญ 5 ชนิด ซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจทางตรงจากมูลค่าของยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษา และทางอ้อมจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมีมูลค่าประมาณ 46,000 ล้านบาท ผลกระทบดังกล่าวมีขนาดมากกว่าปัญหาสุขภาพหลายชนิดที่ถูกจัดให้มีความสำคัญลำดับต้นๆ  ในประเทศไทย ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในโรงพยาบาล ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์มีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในโรงพยาบาลน้อยมาก อย่างไรก็ตาม การใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่สัมพันธ์กับการดื้อยาปฏิชีวนะในชุมชนนอกเหนือไปจากการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมในคนโดยร้านชำ ร้านยา คลินิก และโรงพยาบาล และอนามัยส่วนบุคคลของประชาชน

   รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวว่าการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาจะใช้มาตรการทางกฎหมายหรือการปกครองร่วมกับมาตรการทางการศึกษาและสังคม เพื่อสร้างบรรทัดฐานหรือค่านิยมใหม่ของการใช้ยาปฏิชีวนะ   อย่างสมเหตุผลให้เกิดในสังคมไทย โดยเน้นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นได้ หากทุกคนตระหนักรู้ถึงความสำคัญและความเร่งด่วนของปัญหา เห็นพ้อง และลงมือทำ พร้อมทั้งให้คำแนะนำดังนี้

   บุคลากรทางการแพทย์ควรวินิจฉัยโรคให้แม่นยำและสั่งใช้ยาปฏิชีวนะตามหลักฐานทางวิชาการ  ไม่สั่งยาปฏิชีวนะในโรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคหวัด และท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ รวมทั้ง การปฏิบัติตามแนวทางการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด

    ประชาชนไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะหากไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคใด ดังนั้น ควรสอบถามแพทย์หรือบุคลากร ทางการแพทย์ให้รู้ก่อนว่าป่วยเป็นโรคใด เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ หากมีการสั่งยาปฏิชีวนะ ควรถามให้เข้าใจว่ายาปฏิชีวนะนี้มีประโยชน์กับท่านอย่างไร และจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะครั้งนี้หรือไม่ ท่านไม่ควรขอยาปฏิชีวนะเพราะทำให้แพทย์ลำบากใจในการรักษาตามหลักวิชาการ และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะใช้เองจากร้านค้าทั่วไปหรือร้านชำโดยเด็ดขาด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาปฏิชีวนะบุคลากรร้านค้าทั่วไปหรือร้านชำสามารถช่วยแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาในชุมชนของท่านได้โดยไม่จำหน่ายยาปฏิชีวนะ ท่านสามารถจำหน่าย ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ ให้แก่คนในชุมชนได้ซึ่งไม่ผิดกฎหมายเพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนจากการเจ็บป่วยเล็กน้อยของคนในชุมชน ในทางตรงข้าม หากท่านจำหน่ายยาปฏิชีวนะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

    รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวเสริมว่า สถานการณ์เชื้อดื้อยาเป็นวิกฤตร่วมของคนทั่วโลก  เพราะยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ที่จะใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยากำลังขาดแคลน เนื่องจากไม่มียาใหม่ให้ใช้ขณะที่ยาปฏิชีวนะที่มีใช้ในปัจจุบันก็สูญเสียประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียลงเรื่อย ๆ กล่าวคือ ยิ่งใช้ยาปฏิชีวนะมากเท่าใด เชื้อแบคทีเรียก็จะกลายพันธุ์จนดื้อยานั้น และยาปฏิชีวนะก็สูญเสียฤทธิ์ในการรักษาเร็วขึ้นเท่านั้น

    การแก้ปัญหาดังกล่าว ประเทศไทยจึงมีการดำเนินการในหลายระดับ ระดับโลก เช่น การร่วมกับภาคีสุขภาพโลกที่นำโดยองค์การอนามัยโลก/องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ/องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ภาคีความมั่นคงทางสุขภาพโลก และภาคีความร่วมมือด้านนโยบายการต่างประเทศและนโยบายด้านสุขภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในระดับภูมิภาค เช่น ความร่วมมือระดับอาเซียน และระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกด้วย ส่วนของการดำเนินการภายในประเทศ ก็มีการดำเนินการร่วมกันของหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นต้น

    รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ย้ำถึงความสำคัญของเชื้อดื้อยาว่าแม้การใช้ยาในสัตว์จะมีส่วนในการก่อให้เกิดเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาด้วย แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล กรมปศุสัตว์  สัตวแพทย์ และเกษตรกร ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะมาอย่างต่อเนื่อง  โดยให้ใช้ยาน้อยที่สุด ควบคู่กับการนำระบบมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพมาใช้เพื่อป้องกัน เชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม โดยให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และสัตวแพทย์ซึ่งต้องดูแลทั้งความปลอดภัยของสัตว์ และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เนื่องจากสุขภาพคน สุขภาพสัตว์  และสิ่งแวดล้อม ล้วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน