สถานการณ์ปัญหาสุขภาพของ คนไทยจากการบบริโภคเค็ม (โซเดียม)

7 Nov 2019 /

                                                                                                                                     ปรมินทร์  เกิดโภคา

องค์การอนามัยโลก (WHO) เห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาระดับนานาประเทศ โดยประกาศให้ตระหนักถึงอันตรายของโลกอนาคตจากการกินอาหารที่มีโซเดียมสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา โดยภายใน 30 ปี มีเป้าหมายให้ความชุกของโรคความดันโลหิตสูงลดลง 30% ให้ได้  จากข้อมูลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2561 มีผู้ป่วยโรคไตถึง 8 ล้านคน 1

ร่างกายคนเราต้องการโซเดียมประมาณวันละ 1500 มิลลิกรัม/วัน 2 หรือเท่ากับเกลือประมาณ ¾ ช้อนชา เพื่อใช้สำหรับการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย แต่จากผลการสำรวจทั่วโลก พบว่าประชากรส่วนใหญ่มีการบริโภคโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย 2-3 เท่าตัว คือเฉลี่ยที่ 4,351.7 มก./วัน2  ซึ่งถือว่าอยู่ในสถานการณ์อันตราย และถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้แนวโน้มการบริโภคโซเดียมเพิ่มมากขึ้นไปอีกในอนาคต จากผลสำรวจพบว่าแหล่งที่มาของโซเดียมประมาณ 88% จะอยู่ในอาหารปรุงสำเร็จ เครื่องปรุง และอาหารสำเร็จรูป  ส่วนที่เหลือมาจากวัตถุดิบอาหารตามธรรมชาติ 12%

 องค์การอนามัยโลกขอความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ให้ร่วมรณรงค์ให้ประชากรบริโภคเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือ 5 กรัมต่อคนต่อวัน หรือโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่จะไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย 2, 3  เพื่อลดอัตราของการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ และยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินการเพื่อลดการบริโภคโซเดียมในประชากร ดังนี้

  • การปรับเปลี่ยน/พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีปริมาณเกลือ/ โซเดียม ลดลง (Product reformulation)
  • การให้ความรู้และทำให้ผู้บริโภคตระหนักรู้ (Consumer awareness and education campaigns)
  • การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม (Environmental changes) ที่เอื้อต่อการเลือกอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพ

จึงมีข้อเสนอวิธีการปรับพฤติกรรมสำหรับการรับประทานเพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมในแต่ละวันเกินดังนี้

  • ค่อยๆ ลดเกลือในอาหาร ปรับความชินของต่อมรับรส ถ้าลดเค็มมากเกินไปจะรู้สึกไม่อร่อย และล้มเหลวในที่สุด
  • “ชิม” ก่อนเติมเครื่องปรุง
  • เลือกกินอาหารสดเพิ่มขึ้น กินอาหารแปรรูปให้น้อยลง
  • ปรับพฤติกรรม ชอบจิ้ม ซีอิ๊ว น้ำปลา ซอส น้ำจิ้ม พริกเกลือ น้ำปลาหวาน อาจาด และ น้ำพริก
  • ลดการกินอาหารหมักดอง
  • เลี่ยงการกินอาหารรสจัด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้กินในปริมาณน้อยลง 
  • น้ำซุป น้ำแกง น้ำปรุงรส น้ำผัดผัก โซเดียมสูง ให้เลือกกินเฉพาะเนื้อและผัก
  • ใช้รสอื่นมาช่วยทดแทนรสเค็ม เช่น เปรี้ยว เผ็ด หรือ กลิ่นของเครื่องเทศ สมุนไพร
  • อ่านฉลากโภชนาการ เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ซึ่งบอกปริมาณโซเดียมในอาหารนั้น และแนะนำว่าควรแบ่งกินกี่ครั้ง 
  • ปรับพฤติกรรมการกิน ให้ลดการเติมเครื่องปรุงและการทานอาหารรสจัด ใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ จะชอบอาหารที่รสอ่อนลงได้

ขณะนี้ประเทศไทยมีการจัดตั้งภาคีเครือข่ายลดเค็ม รณรงค์เพื่อลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายการบริโภคเกลือลง 1, 2 และ 3 กรัม ภายในปี 2559, 2562 และ 2565 และให้ภายในปี 2568 ประชาชนต้องบริโภคเกลือลดลง 30 % หรือไม่เกิน 7 กรัมต่อคนต่อวัน หรือบริโภคไม่เกิน 2,800 มิลลิกรัมต่อวัน ตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) 4

“ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค” ประโยค สั้น ๆ ที่มีความหมายกับคุณภาพชีวิตของคนไทย

 

เอกสารอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์ชี้ ผู้ป่วยไตเรื้อรัง 8 ล้านคน แนะประชาชนดูแลไตให้แข็งแรง. ข่าวเพื่อสื่อมวลชน; สำนักเลขานุการกรม; กรมการแพทย์; กระทรวงสาธารสุข; นนทบุรี: 2561. 
  2. ความจริงของสถานการณ์โซเดียมในประเทศไทย.  สื่อความรู้โครงการรณรงค์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย. เครือข่ายรณรงค์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย; กรุงเทพ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.); https://www.lowsaltthai.com; 2562.
  3. เอกสารเผยแพร่ “ลดเค็มครึ่งหนึ่ง  คนไทย ห่างไกลโรค”. กรุงเทพ: Thai Low Salt Network;
  4. ยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2559-2568; นนทบุรี: สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; 2559.

      **เป็นผลงานของ คณะทำงานภาคประชาชน อย.


บทความที่เกี่ยวข้อง