โซดาผสมโยเกิร์ต/นมเปรี้ยว ลดน้ำหนักได้ ไม่แนะนำ

19 Dec 2017 /

          ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องอาหารการกินมากขึ้น หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ คาดหวังการมีหุ่นที่เป๊ะดูดีตลอดเวลา ยิ่งไปรู้ไปเห็นอะไรที่เค้าว่าดีก็รีบทำตามกันอย่างไว อย่างเช่นล่าสุด มีการแชร์สูตรโซดาผสมโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวช่วยลดน้ำหนักได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วนั้น

          โซดา คือ น้ำเปล่าอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่มีการเติมกลิ่นหรือรสเข้าไป จึงมีสภาพเป็นกรด ซึ่งเป็นกรดคาร์บอนิก เมื่อเราดื่มโซดาเข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เกิดอาการท้องอืด และระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร....ในระยะยาว อาจทำให้กระดูกพรุนด้วย

          ส่วนโยเกิร์ต จัดเป็นนมเปรี้ยว ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำนมสัตว์ หรือส่วนประกอบของนมที่ผ่านการทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค นำมาหมักด้วยจุลินทรีย์ชนิดดี (แบคทีเรียที่ผลิตกรดแลกติก) ที่ทำให้มีรสเปรี้ยว โปรตีนเสียสภาพ และจับตัวเป็นตะกอนจนได้เป็นโยเกิร์ตลักษณะข้น ๆ ซึ่งอาจปรุงแต่งกลิ่น รส สี หรือส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น น้ำตาล

          แต่ทั้งนี้ แบคทีเรียที่ผลิตกรดแลกติกที่ใช้ผลิตโยเกิร์ต คือ Lactobacillus spp. และ Bifidobacterium spp. เป็นกลุ่มจุลินทรย์ที่มีชีวิต มีประโยชน์ต่อร่างกาย เรียกว่า โพรไบโอติก (probiotic) เมื่อทานในปริมาณที่พอดี จะช่วยป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคท้องร่วง

          สรุปง่าย ๆ แบบชัวร์แน่แชร์เลย! คือ โซดา โยเกิร์ต นมเปรี้ยว สามารถทานได้ในปริมาณที่พอดี ย้ำ! ไม่แนะนำให้ทานเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งถ้ามองเรื่องผลข้างเคียงดี ๆ การดื่มโซดามากเกินไปจะทำให้ท้องอืด ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร ในระยะยาว อาจทำให้กระดูกพรุน และไม่ควรดื่มมากสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน ขณะที่โยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว มีส่วนผสมของน้ำตาล ยิ่งทานมากเกินเหตุ น้ำหนักมีแต่จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น หันมาซื้อและเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ในปริมาณเหมาะสม และออกกำลังกาย Up & Down ให้สม่ำเสมอกันเถอะนะจ๊ะ

แหล่งที่มาเพิ่มเติม : http://biology.ipst.ac.th/?
                              p=987http://www.si.mahidol.ac.th/siriraj_online/thai_version/detailqa.asp?
                              uid=111214https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5702778/
                           :  https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4973937/