News Update - oryor.com 

News Update

เปิดกลไก อย. เพิ่มการควบคุมมาตรฐาน ร่วมมือเครือข่ายแจ้งเตือนภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ

วันที่สร้าง : 30-04-2018

          อย.เผยเส้นทางทลายเมจิก สกิน เริ่มจากระบบเฝ้าระวังเชิงรุกจนสำเร็จส่งให้ตำรวจขยายผลจับกุม เป็นปรากฏการณ์ตัวอย่างให้ผู้ทำผิดพึงระวัง และผู้บริโภคต้องตรวจสอบ อย่าหลงเชื่อแค่การรีวิวสินค้า    เตรียมออกประกาศฯ กำหนดมาตรฐานสถานที่ผลิตเครื่องสาอาง  อุดช่องการแจ้งเท็จ  พร้อมจับมือ สสจ. ตรวจสถานที่ผลิตเครื่องสาอางทุกแห่ง สร้างเครือข่ายให้ประชาชน เพจ และกลุ่มต่าง ๆ เข้าร่วมแจ้งข้อมูล หากหน่วยงานใดมีโครงการได้ผลเป็นรูปธรรม อย. ยินดีให้งบสนับสนุน  แจงยกเลิกระบบรับจดแจ้งเครื่องสำอางอัตโนมัติออนไลน์ไปตั้งแต่กันยายน 2560 แล้ว ขณะนี้ e-Submission เป็นเพียงช่องทางการยื่นคำขอและประมวลผลเบื้องต้นเท่านั้น

          วันนี้ (30 เมษายน 2561) นพ. วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และคณะ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า จากกรณีที่มีการทลายเครือข่ายของบริษัท เมจิก สกิน จำกัด สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่าได้มีการเฝ้าระวังกรณีที่เกิดขึ้นนี้มาตั้งแต่ต้น โดยผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาในเครือของบริษัทได้มาจดแจ้งกับ อย. ในปี 2560 ซึ่ง อย. ได้มีการสุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์และเฝ้าระวังเชิงรุกการโฆษณาในโลกโซเชียลมาโดยตลอด จนตรวจพบความผิดปกติที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 จึงได้ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรวจสอบสถานที่ผลิตที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และได้ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก. ปคบ.) เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิต 2 แห่ง บุกทลายโกดังอีก 2 แห่งในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้มีการแถลงข่าวให้ประชาชนทราบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 และทางบริษัทก็ให้การรับสารภาพว่าไม่ได้ผลิตตามที่จดแจ้ง อย. จึงมีคำสั่งเพิกถอนใบรับแจ้งและเรียกคืนเครื่องสาอาง รวม 266 รายการ และประกาศให้ประชาชนทราบไปแล้วในเดือนมีนาคม 2561  จากนั้นในเดือนเมษายน 2561 อย. ยังได้มีคำสั่งแจ้งให้สถานประกอบการผลิตอาหารของบริษัทที่จังหวัดนครราชสีมางดการผลิต และรวบรวมข้อมูลส่งให้ตำรวจขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งร่วมกันตรวจสถานที่ผลิตที่เกี่ยวข้อง คือ บริษัท พีโอเอส คอสเมติก ไทยแลนด์ จำกัด ที่สมุทรสาครและนนทบุรีอีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาเพิกถอนเลขจดแจ้ง ทั้งนี้ อย. ขอยืนยันว่ามีการจัดการกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด

          จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงโทษที่ผู้กระทำผิดกฎหมายจะได้รับอย่างชัดเจน       จึงขอให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและความปลอดภัยของผู้บริโภค             ในส่วนของผู้บริโภคขอให้ตื่นตัวในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ อย่าหลงเชื่อเพียงเพราะมีดารานักแสดงหรือเน็ตไอดอลมากล่าวชวนเชิญ  หลังจากนี้ อย. จะเพิ่มมาตรการเพื่อประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง  โดยการปรับเชิงระบบ เนื่องจากพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 กำหนดให้ผู้ประสงค์จะผลิตเครื่องสำอางเพื่อขายต้องจดแจ้งก่อน  เมื่อ อย.รับแจ้งแล้ว จึงจะผลิตเครื่องสำอาง ณ สถานที่ที่แจ้งไว้ ทั้งนี้  สถานที่ผลิตต้องสะอาด ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดด้วย ซึ่งเป็นการดูแลตนเอง ไม่ถึงขั้นขออนุญาตสถานที่ผลิต   จะมีผลใช้บังคับในเดือนมิถุนายน 2561  และหากผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืนกฎหมายนี้ จะถูกเพิกถอนใบรับจดแจ้ง และมีโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท  เกณฑ์ที่เพิ่มเติมใหม่นี้มิได้กระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจเครื่องสาอางแต่อย่างใด  เพราะเป็นมาตรฐานเบื้องต้นที่สถานที่ผลิตควรจะมีอยู่แล้ว  รวมทั้ง อย. จะร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศออกตรวจสถานที่ผลิตเครื่องสำอาง  ว่ามีการผลิตตรงตามที่ได้จดแจ้งไว้หรือไม่  โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนหลังจากประกาศฯ มีผลบังคับใช้

          นอกจากนี้ อย. มีมาตรการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้ประชาชนและเครือข่ายออนไลน์ เว็บเพจต่าง ๆ ได้เข้ามาร่วมกับ อย. ในการช่วยสอดส่องผลิตภัณฑ์สุขภาพบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยสามารถแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน อย. 1556 , อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th , Line : FDAthai , ORYOR Smart Application, เว็บไซต์ www.oryor.com และสามารถติดต่อด้วยตนเองที่ อย. หรือสานักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อให้การสกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่ รวมทั้งหากมูลนิธิหรือเครือข่ายใดมีโครงการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ดี น่าสนใจ เห็นผลเป็นรูปธรรม สามารถส่งโครงการเข้ามาให้ อย. พิจารณา โดย อย. จะจัดสรรงบให้ดำเนินการอีกด้วย

          นพ. วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อย. ได้หารือกับผู้แทนของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งมีข้อเสนอให้ อย. ดาเนินมาตรการเข้มงวดในการคุ้มครองผู้บริโภค เพิ่มโทษตามกฎหมาย ยกเลิกระบบ e-Submission และทบทวนระบบการอนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งจะได้มีการหารือร่วมกันเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของการยื่นขออนุญาตเครื่องสาอางผ่านระบบ e-Submission ที่ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก เพื่อลดปัญหาเครื่องสาอางผิดกฎหมายนั้น อย.ขอชี้แจงว่าการยื่นขออนุญาตเครื่องสาอางมีทั้งการยื่นคำขอเป็นเอกสาร และยื่นผ่านเครือข่ายออนไลน์ ซึ่ง อย. เคยพัฒนาระบบ Auto e-Submission เพื่อให้ระบบสามารถประมวลผลและออกใบรับจดแจ้งได้ทันที แต่ อย. ก็มีการตรวจสอบอยู่ตลอด เมื่อพบว่าใบรับจดแจ้งที่ออกโดยระบบไม่ถูกต้อง เช่น มีคำไม่สุภาพ หรือคำที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเครื่องสำอาง วิธีใช้ผลิตภัณฑ์ไม่สอดคล้องกับความเป็นเครื่องสาอาง  จึงได้มีการยกเลิกใบรับแจ้งเหล่านั้นแล้ว รวมทั้งยกเลิกการรับจดแจ้งโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่จะพิจารณาก่อนรับจดแจ้งทุกคำขอ เพื่อให้คำที่ใช้เป็นชื่อเครื่องสำอางเป็นคำสุภาพ ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด  วิธีใช้และสูตรส่วนประกอบสอดคล้องสัมพันธ์กันและเป็นไปตามกฎหมายเครื่องสำอาง  สกัดกั้นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ยาที่ลักลอบมา     จดแจ้งเป็นเครื่องสำอาง  โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 วันทำการ  ดังนั้น ขณะนี้ระบบ e-Submission จึงเป็นเพียงช่องทางการยื่นคำขอและประเมินผลเบื้องต้นเท่านั้น 

          สำหรับกรณีอาหารก็เช่นเดียวกัน ไม่มีระบบ Auto e-Submission อยู่แล้ว ผู้ผลิตต้องมีการขออนุญาตสถานที่ก่อนจึงขออนุญาตขึ้นทะเบียนอาหารได้ ซึ่ง อย. มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ในด้านโฆษณาก็ต้องขออนุญาตก่อนเช่นเดียวกัน โดยจะมีการให้เลข ฆอ. ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ กรณีของดารานักแสดง พรีเซนเตอร์ เน็ตไอดอล ครู ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข หรือผู้ใด หากมีการบรรยายสรรพคุณเกินจริง ต้องถูกดำเนินคดีได้รับโทษสูงสุด

          เลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า การตรวจเลขที่อนุญาตจาก อย. ยังคงเป็นวิธีเบื้องต้นที่ขอแนะนำให้ผู้บริโภคให้ความใส่ใจก่อนเลือกซื้อ เลือกใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพใด ๆ โดยสามารถตรวจสอบได้ทางสายด่วน อย. 1556, เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th, www.oryor.com, Line : FDAthai และ Oryor Smart Application เพื่อตรวจสอบว่ามีการขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลที่ตรงกันทั้งชื่อที่อยู่ผู้ผลิต ชื่อผลิตภัณฑ์ และเลขที่อนุญาต เพื่อป้องกันการสวมเลข อย. ปลอม ที่สำคัญ หากผู้บริโภคพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่โอ้อวดเกินจริง เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอ้างลดความอ้วน ผลิตภัณฑ์เครื่องสาอางอ้างทาให้ผิวขาวภายใน 3 วัน 7 วัน ขอให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อย่าซื้อมาบริโภคเด็ดขาด