ผลิตโดย
กองควบคุมยา
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
 
   
   
 
 
   
   
   
   
   
   
 
 
   
   
   
 
 
   
   
   
 
 
   
   
 
 
     
 
การปลูกถ่ายไขกระดูกคืออะไร
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Stem Cell Transplantation) เป็นการรักษาผู้ป่วยโดยการนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดมาให้แก่ผู้ป่วยทางหลอดเลือดดำ เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่นำมาให้จะสามารถเคลื่อนเข้าไปในโพรงกระดูกของผู้ป่วย และแบ่งตัวสร้างเม็ดเลือดใหม่ได้
การปลูกถ่ายไขกระดูกใช้รักษาโรคใดได้บ้าง
ปัจจุบันมีโรคหลายชนิดที่สามารถรักษาได้ด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดที่ไขกระดูกลดลงหรือผิดปกติ เช่น โรคไขกระดูกฝ่อ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรง โรคบกพร่องทางภูมิคุ้มกันชนิดต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนี้โรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งที่อวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งโรคพันธุกรรมเมตาโบลิคบางชนิดก็สามารถรักษาโดยการปลูกถ่ายไขกระดูกได้ สำหรับโรคบางอย่าง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งอวัยวะต่าง ๆ สามารถใช้ไขกระดูกของผู้ป่วยเองนำมาเก็บแช่แข็งไว้เพื่อใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่สำหรับโรคธาลัสซีเมียต้องใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้อื่นเท่านั้น เพราะเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยเอง
การปลูกถ่ายไขกระดูกในผู้ป่วยธาลัสซีเมียการรักษาวิธีนี้ใช้สำหรับผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น ได้แก่ ผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการซีด และจำเป็นต้องได้รับเลือดตั้งแต่อายุน้อยกว่า 1 ปี หรือผู้ป่วยที่ต้องได้รับเลือดบ่อย ๆ การทำปลูกถ่ายไขกระดูกในผู้ป่วยที่อายุน้อยมีโอกาสได้ผลดีมากกว่าผู้ป่วยที่อายุมาก เพราะผู้ป่วยที่มีอายุมากได้เลือดมาหลายครั้งมีโอกาสที่ธาตุเหล็กจะสูงและสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ ตับ ตับอ่อน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะสร้างแอนติบอดี้ต่อเม็ดเลือดขาวที่ปะปนมาในเลือดที่ได้ ทำให้มีโอกาสต่อต้านไขกระดูกที่ได้รับ และเกิดการสลัดไขกระดูกทำให้กลับมาเป็นโรคธาลัสซีเมียได้สูงขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่ม้ามโตมาก ก่อนการปลูกถ่ายไขกระดูกอาจจำเป็นต้องได้รับเลือดถี่ขึ้นเพื่อลดขนาดม้าม ถ้าม้ามไม่ยุบลงอาจต้องพิจารณาตัดม้ามก่อนการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วย เพื่อให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไขกระดูกเพิ่มขึ้น
วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก
ขั้นตอนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด หรือ การปลูกถ่ายไขกระดูก แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
1. ระยะก่อนปลูกถ่ายเซลล์
2. ระยะปลูกถ่ายเซลล์
3. ระยะหลังปลูกถ่ายเซลล์

1. ระยะก่อนปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด
1.1 ผู้ป่วยอยู่ในห้องปลอดเชื้อตลอดการรักษาภายในห้องติดเครื่องกรองอากาศ (HEPA filter)
      ซึ่งจะช่วยให้ ภายในห้องไม่มีเชื้อรา ฝุ่นละอองลดน้อยลง ทั้งนี้เนื่องจากหลังให้ยาเคมีบำบัด
      ผู้ป่วยจะมีเม็ดเลือดขาวต่ำมาก ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนั้น
 
  การเยี่ยมผู้ป่วย
 

ผู้ที่เข้าไปภายในห้องผู้ป่วยต้องสวมผ้าปิดปาก-จมูก (mask) เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคจากผู้เยี่ยมไปสู่ผู้ป่วย

  ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
  ถ้าผู้เยี่ยมไม่สบาย ห้ามเข้าเยี่ยม
  ต้องไม่ไปเยี่ยมผู้ป่วยอื่น ๆ มาก่อน
  อาหารของผู้ป่วย
  ต้องเป็นอาหารซึ่งทำเสร็จใหม่ ๆ อุ่นในไมโครเวฟ
นาน 5 นาที ก่อนให้ผู้ป่วยรับประทาน
  ห้ามผู้ป่วยรับประทานผักสด ผลไม้ ตลอดการรักษา
  นมสด ต้องเป็นชนิด Sterilized
 
1.2 ผู้ป่วยต้องได้รับการใส่สายสวนเข้าหลอดเลือดดำเลี้ยงหัวใจ (Right atrial catheter)
      ซึ่งเป็นสายสำหรับ ให้ยาเคมีบำบัด สารอาหาร เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดและดูดเลือดเพื่อส่งตรวจ
      สายนี้มีความสำคัญมาก จะต้องอยู่กับผู้ป่วยจนกว่าจะได้กลับบ้าน และเป็นแหล่งสำคัญของ
      การติดเชื้อ ผู้ป่วยจึงต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ หากบริเวณปากแผลมีอาการเจ็บปวด
      ต้องรีบบอกแพทย์หรือพยาบาลทราบ การป้องกันการติดเชื้อ คือต้องดูแลให้บริเวณแผลแห้ง
      อยู่เสมอ นอกจากนี้ผู้ป่วยต้องระวังเวลาเปลี่ยนอิริยาบท เพราะอาจทำให้สายดึงรั้งหลุดออกมาได้
1.3 ผู้ป่วยจะได้รับยาเคมีบำบัด และ/หรือ การฉายรังสีรักษาทั่วร่างกาย เพื่อทำให้เซลล์ผิดปกติหมด
      ไปจากร่างกาย ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งแพทย์จะให้ยาแก้คลื่นไส้
      อาเจียนบรรเทา นอกจากนี้ อาจมีอาการท้องเสีย สิ่งสำคัญในระยะนี้คือ ผู้ป่วยจะเริ่มรับประทาน
      อาหารไม่ได้ แพทย์จะให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับ
      การรับประทานอาหารไม่เพียงพอ

2. ระยะปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด
ระยะนี้ใช้เวลา 1-2 วัน วันละประมาณ 1/2-1 ชั่วโมง ขึ้นกับปริมาณเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่ได้ การให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด คล้ายกับการให้เลือดทางหลอดเลือดดำ ระหว่างให้อาจมีอาการแน่นหน้าอก เล็กน้อย หนาวสั่น ปวดมวนท้อง ท้องเสีย และอาจมีปัสสาวะสีปนเลือดได้ อาการจะหายไปภายใน 12 ชั่วโมง

3. ระยะหลังปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด
อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะนี้เกิดจากระดับเม็ดเลือดต่าง ๆ ลดลง เป็นระยะเวลาที่ร่างกายกำลังรอให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดใหม่ทำงาน ซึ่งใช้เวลา 10-20 วัน ความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นในระยะนี้ได้แก
3.1 การติดเชื้อ อาการแสดงที่สำคัญคือการมีไข้ พบในผู้ป่วยทุกราย ดังนั้นหากผู้ป่วยรู้สึกมีอาการ
      เหมือนเป็นไข้ ต้องรีบแจ้งแพทย์หรือพยาบาลทันที ในระยะนี้แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วย
      อย่างเต็มที่ รวมทั้งยาป้องกันเชื้อรา
3.2 เกร็ดเลือดต่ำ ทำให้เกิดจ้ำเลือด ภาวะเลือดออกง่าย ในระยะนี้ผู้ป่วยไม่ควรแคะหรือแกะโดยเฉพาะ
     จมูก เพราะจะทำให้เลือดออก ผู้ป่วยต้องได้รับเกร็ดเลือดเป็นครั้งคราว ในระยะนี้ผู้บริจาคเซลล์
      ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ควรมาบริจาคเกร็ดเลือดให้ผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ
3.3 ซีด ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลีย แพทย์จะสั่งให้เลือดเป็นระยะ ตามผลการตรวจเลือด
3.4 แผลในปาก ทำให้มีอาการเจ็บปาก การบ้วนปากบ่อย ๆ และการรักษาความสะอาดในช่องปาก
      จะช่วยบรรเทาได้ อย่างไรก็ตามแพทย์จะให้ยาบรรเทาปวด ถ้าปวดมาก
3.5 ผมร่วง ผู้ป่วยอาจตัดสินใจโกนผมล่วงหน้าได้ เพื่อความสะอาดและรู้สึกสบาย อย่างไรก็ตาม
      หลังสิ้นสุดการรักษาผมจะขึ้นใหม่เหมือนเดิม
3.6 ผิวแห้ง ในระยะนี้ผู้ป่วยมักจะมีผิดแห้งมาก จึงควรใช้โลชั่นทาผิวและลิปมันทาริมฝีปาก
3.7 ภาวะไขกระดูกต่อต้านผู้ป่วย (Graft versus host disease) เกิดจากการที่เซลล์ต้นกำเนิดเม็ด
     เลือดของผู้บริจาคปฏิเสธร่างกายผู้ป่วยพบในร้อยละ 10-20 ของผู้ป่วย อาการที่พบได้คือ
      มีผื่นขึ้น ท้องเสีย ตาเหลืองแพทย์จะให้ยากดภูมิคุ้มกันไว้ตั้งแต่วันแรกของการปลูกถ่าย
     เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด เป็นการป้องกัน
 
     
     
 
หน้าหลัก | คณะผู้จัดทำ | ติดต่อสอบถาม | ไขข้อข้องใจสเต็มเซลล์
การใช้ประโยชน์จากเซลล์ต้นกำเนิด | สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากับเซลล์ต้นกำเนิด | อื่น ๆ